วันจันทร์, 26 ตุลาคม 2563

ผามออีแดง ประสาทโดนตวล น้ำตกวังใหญ่ วัดล้านขวด

แชร์ได้นะครับ

เช้ามึดของวันนี้ นึกครึ่มใจอยากไปศรีสะเกษสักครั้ง ปลายทางคือ ผามออีแดง จังหวัดศรีสะเกษ ตื่นขึ้นมาตอน ตี 3 ออกเดินทางตอน ตี 4 ระยะทางราวๆ 120 กิโล ใช้เวลา ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ถึงเวลาประมาณ 6 โมงครึ่ง

มาถึงเขต อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร  แวะเข้าไปเสียค่าธรรมเนียมเข้าอุทยาน อัตราตามตารางด้านล่างเลยครับ ผมเสียไป 60 บาท

หลังจากเสียค่าบริการก็ ก็มุ่งหน้าไปผามออีแดง ซึ่งขับรถต่อไปประมาณ 8 กิโลเมตร

เป็นเส้นทางที่เริ่มขึ้นเขา อากาศเริ่มเย็น ตลอดเส้นทางมีหมอกค่อนข้างหนา

เช้านี้รถค่อนข้างเยอะ คนมาชมพระอาทิตย์ขึ้นเยอะมาก เพราะผามออีแดงค่อนข้างที่จะสะดวกในเดินทาง สามารถจอดรถแล้วเดินไม่ถึง 50 เมตร ก็สามารถถึงจุดชมวิวได้อย่างง่ายๆ

ผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ศรีสะเกษ (85)

ผามออีแดง

ผามออีแดง ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชันกั้นเขตแดนประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ผามออีแดงขึ้นชื่อในเรื่องจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของภาคอีสาน ทั้งเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกในยามเช้า บริเวณผามออีแดงมีภาพแกะสลักนูนต่ำโบราณอายุกว่า 1,500 ปี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นก่อนปราสาทเขาพระวิหาร ราวกลางศตวรรษที่ 11

จุดชมวิวซึ่งมีหลายจุดให้ได้แวะชมวิวและถ่ายภาพเป็นระยะมองเห็นทัศนียภาพของแผ่นดินประเทศกัมพูชาที่อยู่ต่ำลงไปอย่างเป็นมุมกว้าง โดยจัดเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติทอดยาวไปจนสุดปลายหน้าผามีรั้วกั้นไว้ สามารถแวะชมวิวได้ตลอดทาง

เดินไปอีกนิดจะพบกับทางเดินไม้เลียบหน้าผาระยะทางประมาณ 200 เมตร  สำหรับเดินลงไปชมภาพแกะสลักนูนต่ำ ซึ่งปัจจุบันได้ทำเป็นประตูกรงเหล็กกั้นไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการไปขีดเขียนบริเวนภาพถ่าย แต่มีการทำช่องเล็กๆ สำหรับเอาเลนส์เช้าไปถ่ายภาพได้ ภาพแกะสลักหินมีความงดงามมีมนต์ขลัง โดยเฉพาะในยามเช้าที่มีแสงส่องกระทบลงมาบนภาพ ทำให้ดูมีเสน่ห์มากขึ้น ภาพแกะสลักนูนต่ำบนแผ่นหิน คือ รูปพระศิวะ พระอุมา และพระนารายณ์ ในเครื่องแต่งกายแบบชาวกัมพูชา สร้างขึ้นก่อนปราสาทเขาพระวิหาร ราวกลางศตวรรษที่ 11 อายุประมาณ 1,500 ปี)

เส้นทางตรงนี้คือสุดชายแดนแล้ว รถไม่สามารถผ่านไปได้

หลังจากขับรถกลับลงมา จุดหมายต่อไปคือน้ำตกสักแห่งที่ใกล้ๆแถวนั้น แต่ระหว่างทางเห็นป้าย ไปยังปราสาทโดนตวน ก็เลยแวะไป ระยะทาง 10 กิโลเมตร ระหว่างผามออีแดง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนยังไม่รู้จักมากนัก แต่เป็นโบราณสถานที่น่าศึกษาและอนุรักษ์ไว้

ปราสาทโดนตวล

ตำนาน ปราสาทโดนตวล กล่าวถึงสตรีสูงศักดิ์ที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม แต่มีลักษณะอาภัพ คือหน้าอกใหญ่ ไปไหนมาไหนไม่สะดวก ต้องเอาสายสร้อยทองคำเป็นสาแหรกรองรับไว้ กิตติศัพท์เลื่องลือไปจนถึงกษัตริย์ขอม จึงให้เหล่าอมาตย์มารับนางไปเฝ้า แต่ขณะเดินทางได้พักที่ลานหินโดนตวล ขณะนั้นตาเล็งซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกันกับนางนมใหญ่ ได้เข้าไปตามนางนมใหญ่กลับไป เกิดการต่อสู้กับเหล่าอำมาตย์จึงฆ่าตาเล็ง ทิ้งไว้ที่ป่า บริเวณที่สร้างปราสาทโดนตวล ปราสาทโดนตวล เป็นปราสาทขอมโบราณขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ริมหน้าผาสูง บนเทือกเขาพนมดงรัก บริเวณใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ประกอบด้วยปรางค์รูปสี่เหลี่ยมย่อมุม ก่อด้วยอิฐ ซุ้มประตูก่อด้วยศิลา และมีรูปสิงโตจำหลักอยู่หน้าปราสาท ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก บริเวณหน้าปราสาทมีถนนปูด้วยหินขนาดเล็ก กว้าง 6 เมตร มีเสาหิน 2 คู่ สูง 3 เมตร อยู่ห่างกันราว 250 เซนติเมตร ซุ้มประตูทางเข้าปราสาทมีรูปสิงห์โตจำหลักตั้งอยู่บนแท่นข้างละ 1 ตัว ตัวปราสาทประกอบด้วยซุ้มประตู และปรางค์ 2 องค์ ซุ้มประตูมีจำนวน 3 ประตำ ก่อด้วยศิลา ประตูกลางมีขนาดใหญ่ที่สุด กว้าง 1 เมตร สูง 2.5 เมตร ประตูเล็กซ้ายขวา กว้าง 70 เซนติเมตร สูง 1.8 เมตร กรอบประตูและศิลาทับหลังไม่ได้จำหลักลวดลาย ปรางค์องค์หน้าอยู่ถัดจากซุ้มประตูเข้าไปประมาณ 1 เมตร หักพังจนมีสภาพเป็นกองอิฐทับถมกันอยู่ ปรางค์องค์ในอยู่ห่างจากปรางค์องค์แรกประมาณ 1 เมตร ก่อด้วยอิฐและศิลาแลงฐานทำเป็น 4 ชั้น กว้างด้านละ 6 เมตร สูง 26 เมตร ตัวปรางค์มีประตูเข้าออกทางด้านหน้า 1 ประตู กว้าง 1 เมตรสูง 2 เมตร คูหาปรางค์มีเนื้อที่ 3.7 x 3 เมตร ลักษณะของปรางค์เป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมสลับซับซ้อนลดหลั่นกันไปจนถึงยอด ห่างจากปราสาทประมาณ 10 เส้น มีสระน้ำขนาดใหญ่กว้างด้านละ 80 เมตร มีร่องระบายน้ำจากยอดเขาลงมาสู่สระร่องน้ำลึกประมาณ 2 เมตร ประวัติศาสตร์ยังไม่มีปรากฏแน่ชัด แต่สันนิษฐานได้จากการที่กรมศิลปากรบันทึกไว้ว่าที่ช่องตาเฒ่า ตำบลบึงมะลู อำเภอกันทรลักษ์ ซึ่งเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษ ได้มีการสำรวจพบ เทวรูปทำด้วยหิน 1 องค์ สูง 2 ศอก กว้าง 1 คืบเศษนั่งแท่นหินที่แท่นมีจารึกอักษร โบราณสถานช่องตาเฒ่าที่กรมศิลปากรได้บันทึก คือ ปรางค์ศิลาโดนตวล สำหรับอายุของปราค์ศิลาแห่งนี้คงอยู่ราว พ.ศ. 1500 – พ.ศ. 1650

ด้านสถาปัตยกรรม

ปราสาทโดนตวล ที่ตั้ง หมู่ที่ 2 บ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษผู้สำรวจ นาย ภิรสิน ชินตู้ ,นาย เจริญ เผือกพันธุ์ ,นาย อภิชัย ปลายชัยภูมิวันที่สำรวจ 9 ตุลาคม 2559

การศึกษาแหล่งโบราณสถาน

1. ปรางค์ประธาน เป็นปรางค์เดี่ยวก่อด้วยอิฐครึ่งหนึ่งและก่อด้วยศิลาแลงครึ่งหนึ่ง ดดยก่อด้วยศิลาแลงจากฐานขององค์ปรางค์จนถึงครึ่งผนังเรือนธาตุ และก่อต่อขึ้นไปด้วยอิฐฝนเรียบจนถึงยอดปรางค์ องค์ปรางค์มีผนังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างยาว ประมาณ 7 เมตร ย่อมุมทั้งสี่ด้านหันหน้าไปทางทิศตะวันออก บริเวณทางเข้าทำเป็นมุขยื่นออกไป ผนังของมุขเป็นอิฐ หลังคาคาดว่าน่าจะเป็นเครื่องไม้มุงด้วยกระเบื้อง ยาวประมาณ 5-7 เมตรสังเกตได้จากการเซาะร่องรูปโครงสร้างหลังคา และขอบกระเบื้อง ที่ผนังองค์ปรางค์ด้านหน้าต่อจากมุขมีแนวเสาหินทราย 4 ต้น สันนิษฐานว่าเป็นเสารองรับหลังคาห้องโถงหรือที่เรียกว่า มณฑป ทางเข้ามณฑปมีวงกบประตู 3 ช่อง วงกบประตูช่องกลางทั้งสองข้างมีศิลาจารึกปรากฏอยู่

2. เสาหินทราย ถัดจากประตูทางเข้าปราสาทออกมา มีเสาหินทรายอยู่ 4 ต้น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นโคปุระ แต่ไม่ปรากฏว่ามีกรอบประตู พบแค่หินทรายลักษณะเป็นธรณีประตูตั้งไว้ระหว่างเสา และหน้าธรณีประตู มีอัฒจันทร์หินทรายวางอยู่

3. ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ขององค์ปรางค์ มีหินทรายวางเรียงต่อกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างยาวประมาน 3 X 5 เมตร สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นบรรณาลัย

4. สระน้ำ มีลักษณะของคันดินน้ำขังอยู่อายุสมัย ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 16 (จารึกที่กรอบประตูระบุศักราชตรงกับ พ.ศ. 1545)

สถานีต่อไปคือ น้ำตกวังใหญ่ ซึ่งห่างออกไปประมาณ 40 กิโลเมตร

 น้ำตกวังใหญ่ 

อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก บ้านก่อ หมู่ 7 ตำบลละลาย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

เส้นทางการคมนาคม ออกเดินทางจากจังหวัดศรีสะเกษ ถึงอำเภอกันทรลักษ์ระยะทาง 65  กิโลเมตร เมื่อถึงอำเภอกันทรลักษ์เดินทางโดยถนนสายเขาพระวิหาร แล้วเลี้ยวขวาไปตามถนนที่ไปอำเภอขุนหาญ เลี้ยวซ้าย เข้าน้ำตกวังใหญ่ ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร

ตัวน้ำตก มีความสุงประมาณ 5 เมตร สามารถลงเล่นน้ำได้ตลอดแนวน้ำตก และยังสามารถศึกษาพืชสมุนไพร ซึ่งมีไม่ต่ำกว่า1,000 ชนิด

ได้เวลากลับ ซึ่งขากลับจะแวะวัดอีกแห่งที่มีความแปลก นั่นก็คือ วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว (วัดล้านขวด)

วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว (วัดล้านขวด) แห่ง จังหวัดศรีสะเกษ

วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว ในอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ หรือ วัดล้านขวด วัดนี้มีดีที่ขวดตามชื่อ เพราะก่อร่างสร้างตัวด้วยขวดหันไปทางไหนก็เจอแต่ขวด มีขวดหลากสีนับล้านใบที่ชาวบ้านร่วมกันหามาให้วัดเพื่อสร้างเป็นอาคาร ศาลาต่างๆ ที่เด่นสุดในวัด ก็คือ ศาลาฐานสโมสรมหาเจดีย์แก้ว ที่ตกแต่งด้วยขวดแก้วทั้งหลัง วิจิตรงดงามทั้งภายในและภายนอก

วัดแห่งนี้สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2527 ขวดทั้งหมดที่นำมาสร้างสิ่งต่างๆ ในวัดมีจำนวนมากถึง 1,500,000 ขวด เริ่มตั้งแต่ทางเข้าวัดทั้งกำแพงซุ้ม ประตูโบสถ์ ศาลา หอระฆัง กุฏิ เมรุ หรือแม้แต่ห้องน้ำ ก็ยังถูกตบแต่งด้วยขวดเช่นกัน นอกจากความงดงามของสิ่งก่อสร้างจากขวด ยังมีภาพพุทธประวัติที่นำฝาขวดมาปะๆ ต่อๆ กันจนได้ภาพที่น่าชื่นชม ชวนให้ผู้คนต้องเหลียวมอง

ความงามจากขวดทั้งหมดเป็นความคิดของ ท่านพระครูวิเวกธรรมาจารย์ หรือหลวงปู่หลอด ที่ชาวบ้านเรียกกัน ท่านกล่าวว่าการใช้ขวดนอกจากจะประหยัดแล้ว ยังมีแง่คิดแฝงเป็นนัยว่า ขวดนั้นใสยาม เมื่อกระทบแสงแดดจะเปล่งประกาย ดุจแสงธรรมที่เจิดจรัส นั่นเอง

โครงสร้างต่างๆทั้ง อาคาร ทางเข้าวัด กำแพงซุ้ม ประตูโบสถ์ ศาลา หอระฆัง กุฏิ เมรุ หรือแม้กระทั่งห้องน้ำ ก็ใช้ขวดนับล้านขวดในการก่อสร้าง  เป็นวัดที่มีความแปลกมาก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จากขวดธรรมดา ให้เป็นสิ่งปลูกสร้างที่สวยงามได้ บรรยากาศรอบๆวัดค่อนข้างสงบเงียบ เป็นสถานที่ทางศาสนาที่ควรค่าแห่งการแวะทำบุญสร้างเสริมสิริมงคล ให้ตนเองและครอบครัว

การเดินทาง

จากตัวเมืองไปอำเภอขุนหาญใช้ทางหลวงหมายเลข 211 และ 2111 ผ่านอำเภอพยุห์ อำเภอไพรบึงไปขุนหาญระยะทางประมาณ 61 กิโลเมตร จากวงเวียน อำเภอขุนหาญ วนออกทางขวาทางหลวงหมายเลข 2128 ฝั่งโรงเรียนบ้านสิริขุนหาญ ตรงไป 50 เมตรเลี้ยวขวาไปอีก 100 เมตร วัดจะอยู่ทางซ้ายมือ

สิ้นสุดการเดินทาง 1 วัน ในจังหวัดศรีสะเกษ กลับถึงอุบล 16.20 น. ร่างกายอ่อนล้ามากมาย แต่ก็สนุกกับการเดินทาง พบปะผู้คนแปลกหน้า ครั้งต่อไปจะไปที่ไหนอีกรอติดตามได้ที่ iwegooo.com สำหรับวันนี้ ขอบคุณและสวัสดีครับ


แชร์ได้นะครับ