วันพฤหัสบดี, 22 ตุลาคม 2563

วัดท่าตอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

แชร์ได้นะครับ

วัดท่าตอน เป็นวัดประจำอำเภอ ตั้งอยู่ที่ บ้านท่าตอน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เป็นวัดที่มีทิวทัศน์งดงาม ตั้งอยู่บนไหล่เขาเรียงรายด้วยศาสนวัตถุสิ่งก่อสร้าง มีพื้นที่ทอดยาวตามเชิงเขาเป็นชั้น ๆ รวม 9 ชั้น มองเห็นได้แต่ไกลเมื่อท่านขึ้นไปบนวัดสามารถมองเห็นทัศนียภาพของอำเภอแม่อายและเทือกเขาต่าง ๆ อย่างสวยงาม

ด้านหน้าเจดีย์

วัดท่าตอน

วัดท่าตอนเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ได้รับการยกฐานะจากวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2534 ตั้งอยู่บนยอดเขาต่อเนื่องหลายลูก บนเนื้อที่ 425 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา แยกเป็นพื้นที่ตั้งวัดชั้นล่าง 45 ไร่ 2 งาน 28 ตารางวา และเป็นเขตอุทยานพุทธศาสนาและสำนักปฏิบัติธรรม 380 ไร่ 67 ตารางวา พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาลาดชัน มีที่ราบริมแม่น้ำกก บริเวณหน้า มีมหาโพธิสัตว์กวนอิม และบริเวณลานวัด ซึ่งมีพระบรมธาตุรัชมังคลาจารย์สมานฉันท์ หรือพระเจดีย์แก้วประดิษฐานอยู่ เป็นวัดที่ท่านสามารถมาชมทะเลหมอกยามเช้า สูดอากาศบริสุทธฺิ์ได้อย่างเต็มที่

เนื่องจากท่าตอนเป็นชายแดนติดต่อกับรัฐฉาน ประเทศพม่า ชาวบ้านท่าตอนในสมัยก่อนแม้กระทั่งปัจจุบัน จึงมีชาวไทยใหญ่ปะปนกับชาวพื้นเมืองมาแต่เดิม พ.ศ. 2424 คาร์ล บ็อค เดินทาง (ขี่ช้าง) มาสำรวจเมืองฝาง พบว่า ” ท่าตอง (ท่าตอน) เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ มีกระท่อมรวมกันราว 12 หลังคาเรือน กระจัดกระจายไปตามริมฝั่งทั้งสองข้างของแม่น้ำกก ท่าตองเป็นหมู่บ้านเงี้ยว (ไทยใหญ่) แท้ๆ ” ในปี พ.ศ. 2472 มีวัดไทยสร้างอยู่ลานว่างของหมู่บ้านตรงที่เป็นสถานีอนามัยในปัจจุบัน

วัดท่าตอน วัดที่มีความสวยงาม ทั้งวิว และ พระเจดีย์ เป็นวัดประจำอำเภอ ตั้งอยู่ที่บ้านท่าตอน ตำบลท่าตอน เป็นวัดที่มีทิวทัศน์งดงาม อยู่บนไหล่เขา  หากเราขับรถขึ้นไปก็จะเรียงรายด้วยศาสนวัตถุสิ่งก่อสร้าง เริ่มจากชั้นที่1 ไปเรือยๆ ตามถนนทอดยาวขึ้นเขาเป็นชั้น ๆ รวม 9 ชั้น ดังนี้

แต่ละอย่างที่สร้างตั้งอยู่บนเทือกเขาที่ติดกัน  แบ่งได้ 9ชั้นดังนี้

ชั้นที่ 1 พระธาตุจอมคีรีศรีปิงขอก  พระแม่กวนอิม  สำนักงานรองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่, ศาลาสุนทร, โรงรียนพระปริยัติตั้งอยู่ล้อมรอบลานเอนกประสงค์ที่จอดรถขนาดใหญ่
ชั้นที่ 2 เป็นที่ตั้งพระอุโบสถ
ชั้นที่ 3 พระพุทธนิรันดรชัย (พระองค์ขาว) และพระสังกัจจาย
ชั้นที่ 4 พระนาคปรก
ชั้นที่ 5 มรรควิหารและกุฏกัมมัฏฐาน
ชั้นที่ 6 กุฏิรุ่งนิรันดร์เเละหอประชุมพระปริยัติวิธานโกศล
ชั้นที่ 7 กุฏิธรรมปัญญาบดี กุฏิพุทธสมุทร กุฏิมหัทธนัญชัย กุฏิประวิตรางกูร กุฏิชินวงศ์วรกุล และกุฏิสิงคโปร (บางกอกเดคค่อน)
ชั้นที่ 8 พระเจดีย์แก้ว, ศาลาใหญ่, มังกรทอง, มังกรเงิน, กุฏิ 8หลี่ยม
ชั้นที่ 9 กุฏิศรีเชียงตุง, พระอิ่มตลอดกาล, กุฏิสมด็จพระมหารัชมัง, สะพานรัชสมาน, เรือสำเภาทอง,

อัศจรรย์เจดีย์แก้ว

ปีพ.ศ. 2540 พระครูวิมลกิตติสาร ปัจจุบัน คือ พระราชปริยัติเมธี เจ้าอาวาสวัดท่าตอน พระอารามหลวง เริ่มสร้างพระเจดีย์แก้ว พระเจดีย์แก้ว หมายถึง เจดีย์ที่ประดับด้วยแก้วสีต่างๆ แก้วสะท้อนเงายอดพระเจดีย์แก้ว ทำด้วยสแตนเลส ซึ่งเป็นวัสดุที่คนทนต่อแรงลม น้ำฝน ฝุ่นละอองอีกทั้งยังคงคุณสมบัติความเป็นแก้วสะท้อนเงา(สแตนเลสมิเรอร์) ความเป็นแก้วสีโดยใช้วิธีการทาสี 9 สี คือ สีม่วง สีคราม สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง สีแสด สีแดง สีทองและสีเงินยวง ในส่วนแก้วใสใช้กระจกใสตามช่องประตูหน้าต่าง ความเป็นแก้ว 3 ประการจึงครบถ้วน

แก้ว 3 ประการที่เรารู้จัก

1.แก้วสี เจดีย์ที่เห็นป็นเหมือนเครื่องเบญจรงค์  เราสมมุติว่าเป็นหมือนปุถุชนที่มีอารมณ์รัก  โลภ  โกรธ  หลงอยู่  ที่เจดีย์องค์นี้มีสีสันเยอะ  เพราะเกิดจากศรัทธาของปุถุชนที่ร่วมสร้างมากที่สุด

2.แก้วสะท้อนเงา ใช้สแตนเลสแทนหากมองในระดับสายตาเทวดา (ท๊อปวิว) จะเห็นเป็นหมือนกระจกทั้งองค์จะไม่เห็นสีรุ้งเลย  ถ้านกบินผ่านก็จะเห็นเงาตัวเอง  ถ้าไม่เชื่อลองเขาไปดูในกูเกิลแม็พดู  จะเห็นคนละอย่างกับหมองของปุถุชน  สมมติเป็นนักปฏิบัติธรรมทังหลายท่านคิดอย่างไรท่านก็เป็นอย่างนั้น  ท่านปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบกว่าปุถุชน  แต่ส่วนหนึ่งท่านก็ติดกับความดีของท่านจึงยังไม่หลุดพ้น

3.แก้วใส  มองทะลุหมือนช่องโล่งอยู่ตรงช่องประตูและหน้าต่างนี่คือทางหลุดพ้น  บุคคลที่เปรียบเสมือนแก้วใส  ไม่หลงติดกับอะไรแล้ว

จากประตูวัดถึงชั้น 9 ระยะทาง 3 กม. หากจะรวมทางลงแม่น้ำกก ซึ่งคดเคี้ยวมากนับรวมได้ 5 กม. เป็นวัดที่มีอาณาเขตยาวเหยียดเลยทีเดียว ถ้าจะชมให้ทั่วต้องใช้เวลาเป็นวัน

ประวัติความเป็นมาในอดีต

วัดท่าตอน เป็นวัดร้างมานานหลายร้อยปี มีพระเจดีย์เก่าชำรุดอยู่หนึ่งองค์ ล้อมรอบด้วยป่าหนาทึบ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างในสมัยใด ตามตำนานสุวรรณดำแดงกล่าวว่า กลุ่มคนไทยที่อพยพเข้ามาอยู่ตอนกลางของเชียงใหม่ ประมาณหลังปี พ.ศ. 1700 นั้น เป็นผู้นับถือพุทธศาสนา นักประวัติศาสตร์หลายท่านได้มีความเห็นว่า บริเวณลุ่มน้ำต่างๆ เช่น แม่น้ำกก เป็นที่ตั้งของชุมชน ที่มีวัฒนธรรมอยู่มาก่อน ก่อนที่จะสร้างเมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 1839 ห่างจากวัดท่าตอนไปทางทิศตะวันออกประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของเมืองเก่า ชื่อ เวียงแข่ ยังคงมีคูเมืองปรากฏอยู่ เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองในสมัยใดนั้น ไม่เป็นที่ปรากฏหลักฐาน

จากการค้นคว้าคำจารึกในฐานพระพุทธรูปเก่าที่สุดที่พบในเขตอำเภอแม่อาย (วัดศรีบุญเรือง) จุลศักราช 221 (พ.ศ. 1403 ) พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์โบราณที่พบตามวัดร้างในท้องนาและริมแม่น้ำฝาง ซึ่งวัดต่างๆ ในท้องที่เก็บรักษาไว้ บางส่วนขนย้ายไปจังหวัดเชียงราย (วัดมุงเมือง) และส่วนกลาง ( พ.ศ. 2424 คาร์ล บ็อค มาสำรวจเมืองฝางขนไปบ้าง ) แสดงให้เห็นถึงร่องรอยแห่งความเจริญรุ่งเรืองที่ผ่านมาหลายศตวรรษของถิ่นนี้ในอดีต แม้ในจุลศักราช 636 (พ.ศ. 1818) พระยามังรายเสด็จมาเสวยราชสมบัติในเมืองฝาง ก็มิได้ปรากฏว่าพระองค์สร้างเมืองขึ้นใหม่ ฝางและอำเภอใกล้เคียง (เวียงไชย เวียงแข่ เมืองงาม เป็นต้น) คงเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนแล้ว ในตำนานเมืองเหนือ กล่าวว่า ” อันเมืองฝางนั้น เป็นเมืองที่สร้างมาแต่โบราณกาลแล้ว หากจะพูดตามตำนาน ก็สร้างมาแต่สมัยพระเจ้าลวะจังกราชปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ลาวจก และต่อมาในสมัยพระเจ้ามังราย บ้านเมืองเดิมก็คงชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ด้วยเป็นที่อุดมสมบูรณ์ พระเจ้ามังรายจึงได้บูรณะขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ” ฯ จากการสำรวจโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุของกรมศิลปากร พบว่า พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์โบราณ ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวัดท่าตอน (ศาลาพุทธบุตรประชาสรรค์) ปางมารวิชัยประทับนั่ง 5 องค์ ปางประทับยืน 3 องค์ เป็นศิลปล้านนา เป็นพุทธศิลป์ซึ่งทรงคุณค่าในทางประวัติศาสตร์ มีอายุ 500-700 ปี มีคำจารึกที่ฐานพระพุทธรูป 2 องค์ ปางมารวิชัย ประทับนั่งองค์เล็กสุด (พระฝนแสนห่า) สร้างเมื่อจุลศักราช 910 (พ.ศ. 2092) ปางประทับยืนอุ้มบาตร บอกแต่เพียงชื่อผู้นำสร้าง และผู้ร่วมทำบุญ ไม่บอกศักราช ดังนั้น จึงสันนิษฐานว่า วัดท่าตอน ได้สร้างมาแล้วเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปี อาจสร้างในสมัยเดียวกับที่พระเจ้าพรหมมหาราชทรงสร้างพระธาตุสบฝาง ( ประมาณหลัง พ.ศ. 1483 ) เพราะอยู่ไม่ห่างกัน (ประมาณ 5 กิโลเมตร) และตั้งอยู่บนยอดเขา ริมแม่น้ำกกเช่นเดียวกัน อีกทั้งจารึกในฐานพระพุทธรูปวัดศรีบุญเรือง ซึ่งนำมาจากวัดร้างในท้องนาบริเวณไม่ห่างจากท่าตอน ก็ใกล้เคียงสมัยพระเจ้าพรหมมหาราชมาก

พบกับการเดินทางครั้งต่อไป ติดตามได้ที่ iwegooo

วัดถ้ำตับเต่า อีก 1 สถานที่ที่อยู่ไม่ไกล และไม่ควรพลาด


แชร์ได้นะครับ